วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2009

เทคนิคการเลือกซื้อจอ LCD ของ notebook

การเข้าใจความแตกต่างของจอ LCD แต่ละประเภทที่ใช้กับ notebook จะช่วยให้ตอบโจทย์นี้ได้ง่ายขึ้น และสามารถทำให้คุณเลือก notebook ได้ตรงกับความต้องการ และงบประมาณมากที่สุด

ย้อนกลับไปในสมัยที่ notebook เริ่มวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก วันนั้นจอ LCD ได้เริ่มกลายมาเป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นหลายปีกว่าที่เราจะเริ่มใช้จอ LCD กับเครื่อง desktop เสียอีก ในขณะที่เครื่อง desktop ณ เวลานั้นใช้จอแบบ CRT ที่ใหญ่เทอะทะ — Notebook กลับใช้จอ LCD ที่บางเฉียบ ดูเรียบหรูและมีเสน่ห์ แต่อย่างไรก็ตาม คุณภาพของจอ LCD เหล่านั้นกลับไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก แม้หลายๆ ท่านจะคิดว่าในปัจจุบันเทคโนโลยี LCD ได้พัฒนาไปไกลแล้วก็ตาม แต่เทคโนโลยีของจอ Notebook ก็ไม่ได้ถูกพัฒนาไปไกลเหมือนกับจอ monitor ที่ใช้กับเครื่อง desktop อย่างที่คุณคิด

จริงอยู่ที่จอ LCD สำหรับ notebook ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ดีกว่าจอในอดีตอยู่หลายขุม แต่ด้วยความที่มันต้องเป็นจอสำหรับเครื่องพกพาที่มีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น การประหยัดพลังงาน น้ำหนัก และขนาด ทำให้นักวิจัยและพัฒนาต้องยอมเสียสละความสามารถเด็ดๆ หลายๆ อย่างไปเพื่อให้ได้มาซึ่งจอที่มีขนาดที่เหมาะสม และไม่ใช้พลังงานมากจนเกินไป

ในขณะที่ LCD monitor สำหรับเครื่อง desktop นั้นมีให้เลือกหลากหลาย และมีการนำ panel แบบต่างๆ มาใช้ (เช่น S-IPS, S-PVA และ MVA เป็นต้น) เพื่อให้พวกมันสามารถแสดงสีสันที่สมจริงมากขึ้น และลด response time ลง และในปัจจุบัน LCD monitor สำหรับ desktop นั้นได้ถูกพัฒนาให้เพิ่มความสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนในบางรุ่นแทบจะสว่างระดับ LCD TV เลยทีเดียว เพราะความพยายามที่จะโปรโมทความสว่างของ Panel เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ แต่ LCD สำหรับ Notebook นั้น แทบจะทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันจะใช้ Panel แบบ TN ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด และแสดงสีสันได้สมจริงน้อยที่สุดด้วย และความสว่างส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่าง 200 - 300 cd/m2 เท่านั้น

ถ้าคุณกำลังมองหา Notebook ไว้ใช้งานสักตัว นอกจากการพิจารณาเลือกสเป็กของเครื่องที่คุณต้องการแล้ว แน่นอนว่าคุณจะต้องเอาสเป็กของจอ LCD มาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาเลือกซื้อด้วยเช่นกัน ซึ่งการเลือก LCD สำหรับ notebook ที่เหมาะสมนั้น จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังนี้:

ขนาด (physical size): ควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น
ถ้าเน้นใช้งานทั่วไป เช่นงานพิมพ์เอกสาร งานท่องเว็บ ควรเลือกขนาดจอที่คุณคิดว่าคุณจะไม่มีปัญหาจากการมองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ขนาดที่เหมาะสมควรจะมีขนาด 13 - 15 นิ้ว ขึ้นอยู่กับความสมัครใจว่าคุณต้องการแลกขนาดของจอที่ใหญ่ขึ้น กับน้ำหนักของ notebook ที่มากขึ้นตามไปด้วยหรือไม่
ถ้าเน้นใช้งานกราฟฟิค งานออกแบบด้านวิศวกรรม หรืองานที่ต้องเน้นรายละเอียดมากๆ ควรเลือกจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมี resolution สูงๆ (สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ resolution ได้ในหัวข้อ “ความละเอียด (resolution) ของหน้าจอ”)

ถ้าเน้นใช้งานด้าน Presentation เยอะๆ จะต้องเดินเข้า-ออกห้องประชุมอยู่บ่อยๆ และไม่ได้เน้นอ่านตัวหนังสือเล็กจิ๋วในโปรแกรมอย่าง Excel ควรเลือกเครื่องที่มีน้ำหนักเบา ซึ่งหมายถึงว่าขนาดจอที่เหมาะสมควรมีขนาดประมาณ 12 - 14 นิ้ว

ถ้าเน้นใช้ฟังก์ชัน multimedia เช่นการดูภาพกับเพื่อนๆ และชมภาพยนตร์แบบสบายๆ ควรเลือกจอที่มีขนาดประมาณ 14 นิ้วขึ้นไป หรือถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว และอยากชมภาพยนตร์แบบใกล้ชิด ก็สามารถเลือกจอที่มีขนาดเล็กกว่านี้ได้

สัดส่วนของหน้าจอ (aspect ratio): สัดส่วนของหน้าจอก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งในการตัดสินใจเลือก notebook ซึ่งปัจจุบันนี้มี notebook ที่มีสัดส่วนหน้าจอที่หลากหลาย แต่ที่มีจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายก็จะเป็นจอแบบ 4:3 และ 5:4 (จอปกติ) และแบบ 16:10 (จอกว้าง) และเร็วๆ นี้ก็ได้มีจอแบบกว้างพิเศษ ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับสัดส่วนที่ใช้กับภาพยนตร์ (16:9) มาให้เลือกอีกด้วย

ถ้าเน้นใช้งานเอกสาร สัดส่วนของจอที่เหมาะสมคือสัดส่วนแบบ 4:3 ซึ่งจะทำให้คุณมองเห็นหน้าเอกสารยาวๆ ได้ แต่ถ้าคุณชอบจอกว้างแบบ 16:10 ก็ไม่ผิดกติกาอะไร เพราะจอกว้างจะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นเอกสารหรือเว็บเพจได้กว้างขึ้น และจัดการกับงาน spreadsheet ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากพื้นที่ด้านข้างที่มากขึ้นนั่นเอง

ถ้าเน้นใช้งานกราฟฟิค และงานออกแบบ ตรงนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะของชิ้นงานของคุณว่าต้องการใช้หน้าจอที่มีสัดส่วนแบบใด อย่าลืมว่าหากคุณเลือกใช้จอกว้าง คุณจะต้องเสียสละพื้นที่ส่วนล่างไป ในขณะที่คุณเลือกใช้จอสัดส่วนปกติ คุณก็จะเสียพื้นที่ด้านข้าง คงจะต้อง trade-off กันพอสมควรระหว่างการ scroll เม้าส์ไปด้านข้างบ่อย กับ scroll ไปด้านล่างบ่อยๆ คุณจะเลือกแบบไหน

ถ้าเน้นใช้งาน multimedia และอยากดูหนังจอกว้างจากแผ่น DVD หรือ Blu-ray ควรจะเลือกซื้อ notebook จอกว้าง แบบ 16:10 แต่ถ้าต้องการดูหนังแบบไม่มีขอบดำบน-ล่างให้รำคาญสายตาก็ควรเลือกซื้อจอกว้างแบบ 16:9

ความละเอียด (resolution) ของหน้าจอ:
ความหมายของคำว่า “display resolution” คือจำนวนของเม็ดพิกเซล (pixel) ที่เรียงชิดกันในแนวนอนและแนวตั้ง เช่น 1280 x 1024 หมายถึงจอนั้นมีจำนวนพิกเซลในแนวนอน 1280 จุด และแนวตั้ง 1024 จุด ซึ่งเมื่อนับจำนวนเม็ดพิกเซลของจอนี้จะได้ทั้งหมด 1.3 ล้านจุด

คำว่า “display resolution” หรือ “ความละเอียด” นั้นยังก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงคำว่า “resolution” ในแง่ของจำนวนพิกเซลทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นจอดังที่กล่าวในย่อหน้าที่แล้ว แต่ไม่ได้หมายถึง “ความหนาแน่นของเม็ดพิกเซล (pixel density)” หรือจำนวนจุดต่อหนึ่งตารางนิ้ว เหมือนกับที่ใช้ในงานพิมพ์ต่างๆ

อีกหนึ่งข้อควรพิจารณาคือ เนื่องจากโดยธรรมชาติของจอ LCD เป็นแบบ “fixed-pixel-array” (มีจำนวนเม็ดพิกเซลแนวตั้งและแนวนอนนับเป็น “จุดต่อนิ้ว” หรือ DPI) พวกมันจึงมีความสามารถในการแสดงผลด้วยความละเอียด (resolution) ที่มันถูกผลิตมาเท่านั้น ซึ่งเราเรียกความละเอียดที่จอนั้นถูกผลิตมาว่า “native resolution” เมื่อเราป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดเท่ากับ native resolution ของจอ LCD สัญญาณภาพนั้นก็จะถูกนำมาแสดงได้สวยงามและเต็ม panel พอดี แต่ถ้าเราป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดต่ำกว่า native resolution เข้าไป จะทำให้วงจรขยายภาพของจอ LCD ทำงาน โดยวงจรดังกล่าวจะเอาสัญญาณไปประมวลผลเพื่อเพิ่มขนาดให้เต็ม panel แล้วค่อยนำออกแสดงผลอีกที ซึ่งเป็นผลทำให้ภาพที่ได้ดูไม่คมชัด และสัดส่วนอาจผิดเพี้ยนในกรณีที่สัดส่วนภาพของสัญญาณภาพที่ป้อนเข้าไปไม่ตรงกับสัดส่วนของ panel – ยกตัวอย่างเช่น คุณมี notebook ที่ใช้จอที่มี native resolution เป็น 1280 x 768 พิกเซล เมื่อคุณป้อนสัญญาณความละเอียด 800 x 600 พิกเซลเข้าไป จะทำให้ panel เอาภาพไปขยายให้เต็ม Panel ทำให้ภาพมีสัดส่วนผิดเพี้ยน และไม่คมชัด

หมายเหตุ: LCD ของ notebook บางรุ่นสามารถปรับให้มันสเกลภาพโดยสัดส่วนไม่ผิดเพี้ยนได้ บางรุ่นสามารถปรับให้แสดงภาพแบบ 1:1 ได้อีกด้วย


VGA (640 x 480 pixels): เป็นความละเอียดของจอ monitor ซึ่งปัจจุบันได้ล้าสมัยไปแล้ว เพราะเป็นความละเอียดที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ปัจจุบันอาจมี sub-notebook หรือ notebook ที่ถูกผลิตมาเพื่อใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะที่ยังใช้ความละเอียดนี้อยู่

SVGA (800 x 600 pixels): เป็นอีกหนึ่งความละเอียดที่เริ่มล้าสมัย ปัจจุบันอาจพบจอความละเอียดนี้ได้ใน sub-notebook หรือ notebook ที่ถูกผลิตมาเพื่อใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น

XGA (1024 x 768): ความละเอียดเริ่มต้นของ Notebook ที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน โดยใช้กับ panel ขนาดตั้งแต่ 12 นิ้วขึ้นไปที่มีสัดส่วนแบบ 4:3 ปัจจุบันได้รับความนิยมลดน้อยลง เนื่องจากโปรแกรมต่างๆ ในปัจจุบันเริ่มต้องการความสามารถในการแสดงผลที่สูงกว่า XGA

WSVGA (1024 x 600): ความละเอียดแบบ XGA แต่เป็นแบบจอกว้าง พบได้ใน netbook หลายๆ รุ่น
1152 x 768, 1280 x 854, 1280 x 960: ความละเอียดนี้ค่อนข้างหาได้ยากในจอ LCD ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับจอแบบ CRT มากกว่า

SXGA (1280 x 1024): เป็นความละเอียดที่พบได้บนจอ notebook ขนาดประมาณ 14-17 นิ้ว ซึ่งความละเอียดนี้ทำให้สัดส่วนของภาพที่ได้เป็นแบบ 5:4

HD 720 (1280 x 720): ความละเอียดของหนัง High definition ขนาด 720 เส้น และเป็นความละเอียดที่เกมส่วนใหญ่บนเครื่อง console อย่าง Xbox 360 และ PS3 ใช้

WXGA (1280 x 768, 1280 x 800): ความละเอียดระดับนี้ เป็นความละเอียดที่พบได้ใน notebook จอกว้างที่มีจอตั้งแต่ขนาด 10 นิ้วเป็นต้นไป แต่ขนาดที่เหมาะสมสำหรับความละเอียดระดับนี้ควรจะเป็นขนาดประมาณ 13 – 14 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังพอดีกับการมอง โดยไม่ทำให้ตัวอักษรใน Windows เล็กเกินไป

1366 x 768: ความละเอียดของจอ LCD แบบ HD-Ready
1440 x 900, 1440 x 960: อีกความละเอียดที่พบใน Notebook จอกว้างขนาด 14 – 17 นิ้ว
SXGA+ (1400 x 1050): ความละเอียดของจอ notebook แบบไม่ใช่จอกว้าง เหมาะสำหรับงานกราฟฟิคที่ต้องใช้ความละเอียดของหน้าจอมากๆ พบใน notebook ที่มีจอขนาด 14 – 17 นิ้ว

WSXGA+ (1680 x 1050): ความละเอียดแบบจอกว้าง พบได้ในจอ notebook ขนาด 15 นิ้วขึ้นไป
1600 x 1900: ความละเอียดที่ผู้ผลิต entertainment notebook หลายรายเริ่มใช้ เนื่องจากเป็นความละเอียดที่ได้สัดส่วนกับภาพยนตร์แบบจอกว้างพอดี ทำให้สามารถดูหนังได้โดยไม่มีขอบดำบน-ล่าง ให้รำคาญตา

HD 1080 (1920 x 1080): ความละเอียดมาตรฐานของหนัง HD แบบ 1080 เส้น และยังเป็นความละเอียดที่พบใน จอของ notebook แบบไฮเอนด์ที่ต้องการโปรโมทความสามารถในการเล่นหนัง Hi-definition อีกด้วย

UGA (1600 x 1200): ความละเอียดสำหรับผู้ที่ใช้งานกราฟฟิคที่ต้องทำงานกับรายละเอียดเยอะๆ และต้องการความแม่นยำสูง พบได้ใน notebook ที่มีจอขนาด 14 นิ้วขึ้นไป

WUXGA (1920 x 1200): ความละเอียดขอจอ notebook แบบไฮเอนด์ ซึ่งเป็นแบบจอกว้าง (สัดส่วน 16:10) พบได้ใน notebook ที่มีจอขนาด 15 นิ้วขึ้นไป

2K (2048 x 1080): ความละเอียดของไฟล์ภาพยนตร์ที่ฉายในโรงหนังดิจิตอล
QXGA (2048 x 1536): ความละเอียดสำหรับจอขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับงานกราฟฟิค และด้วยความละเอียดที่สูงมาก จึงทำให้มันไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับจอขนาดเล็กๆ อย่างจอ notebook WQXGA (2560 x 1600),QSXGA (2560 x 2048)

จากรายละเอียดข้างบน คุณจะพบว่ามาตรฐานความละเอียดสำหรับจอ LCD ที่ใช้บน notebook นั้นค่อนข้างหลากหลาย การเลือกขนาดและความละเอียดของจอที่เหมาะสมจึงต้องคำนึงถึงความต้องการใช้งานของคุณเป็นสำคัญ

credit from : www.lcdspec.com/?p=399

วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2009

เปรียบเทียบ MacBook และ PC Notebook

คำถามโลกแตกคำถามนึง ที่ผมมักจะต้องเจออยู่เป็นระยะ แล้วก็ลำบากใจอยู่เสมอ หากผู้ยิงคำถามต้องการคำตอบแบบฟันธง

ที่ว่าลำบากใจก็เพราะว่าโดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าคอมพิวเตอร์ก็คือเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่เราจะนำมาใช้ทำงาน ซึ่งงานที่ว่านั้นก็มีปัจจัยที่แตกต่างหลากหลายกันไป ตามแต่การนำไปใช้งานของแต่ละคน มันไม่ใช่กีฬายกน้ำหนักนะครับ ที่จะได้เรียกมายกกันทีละคน ใครยกผ่านกรรมการกดเขียว ใครยกไม่ผ่าน แขนไม่นิ่ง กรรมการกดแดง แล้วใครหมดแรงให้ตะโกนสู้โว้ย เรียกพลัง มันไม่ใช่แบบนั้นสิครับ จึงเป็นเรื่องหนักใจเวลาที่ต้องมีอันต้องนึกถึงประเด็นนี้

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ถูกวางไว้ให้เป็นที่พึ่งทางใจ สำหรับผู้สนใจจะใช้ Mac ประจำออฟฟิช คำถามดังกล่าวก็จะวนเวียนมาหาผมอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่ๆน้องๆ ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อ Laptop ไว้ใช้งานกันซักเครื่อง และจะถี่มากเลยเวลามีงานมหกรรมแสดงสินค้าคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย

ความแตกต่างเบื้องต้นอันแรกที่เราสัมผัสได้ก่อนสิ่งอื่นใดเลยก็คือ “ราคา” หลายคน ณ ปัจจุบันที่นั่งพิมพ์เรื่องนี้อยู่ MacBook 13 นิ้วรุ่นถูกสุดอยู่ที่ราคา 35,900 ในสังคมคอมพิวเตอร์ที่เราได้รับการปลูกฝังการเปรียบเทียบคอมพิวเตอร์ ด้วยการนำเอา Spec มาเทียบ Spec กันดุ้นๆ ไม่แปลกอะไรที่ MacBook จะถูกมองว่าราคาแพง ทั้งนี้ทั้งนั้นนั่นคือรุ่นที่ถูกที่สุด แต่หากมองที่รุ่นที่ทำตลาดราคาสูงขึ้นมาอีกสักหน่อย ผมกลับพบว่า MacBook ไม่ได้แพงกว่ารุ่นอื่นเท่าไรนัก ในทางกลับกันกลับมีราคาและ Spec ที่ดีกว่าบางยี่ห้อเสียอีก (ข้อมูลจากการเปรียบเทียบ Laptop ราคา 59,900 - 60,000 บาท จากฐานข้อมูลของ Notebookspec) พิมพ์อย่างนี้ไม่ใช่ว่า MacBook Spec ด้อยกว่ารุ่นอื่นยี่ห้ออื่นอะไรนักหนานะครับ Spec ในระดับดีเลยละ จะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เรื่องของราคาหากเทียบกับบาง Brand แล้วราคาก็ทำให้เกิดความลังเลได้ แต่อย่างไรก็ดีในประเด็นอื่นๆ ถ้าพิจารณากันดีๆ มีหลายส่วนที่ MacBook ดีกว่ามาก เพียงแต่ถ้ายังใช้มุมมองเดิมๆ ในการพิจารณาความคุ้มค่า ก็อาจจะทำให้เรามองข้ามอะไรเหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย ครั้งนี้ก็อยากเสริมให้มองถึงในจุดอื่นๆดังกล่าวเหล่านั้นกันครับ

มีแต่คู่แข่งรอบทิศทาง
ไม่รู้ใครเคยเจอเหมือนผมรึเปล่า แต่บ่อยครั้งอยู่เหมือนกันที่เวลามีการเปรียบเทียบระหว่าง MacBook กับ PC Notebook มันจะมีเรื่องชวนขำอยู่อย่างนึง คือน้องที่ออฟฟิชผมซึ่งแกเป็นเซียน PC Notebook มักจะยกเครื่องรุ่นนั้น ยี่ห้อนี้มาเทียบกับ MacBook ในมุมนึง แล้วพอพูดถึงอีกมุมนึงก็จะยกอีกรุ่นอีกยี่ห้อนึงมาเปรียบ คุยกันไปคุยกันมาจนจบ ก็ตีขลุมว่า MacBook ด้อยกว่าในทุกๆด้าน แต่พอถามย้อนกลับไปว่าแล้วที่ยกมาหลายๆด้านนี่ ตกลงจะเอารุ่นไหน ยี่ห้อไหนเป็นตัวหลัก พอพูดถึงประเด็น Graphic Accelerator ก็ยกเอายี่ห้อนี้มาเทียบ แล้วพอเราพูดถึงประเด็นเรื่องหน้าตาผลิตภัณฑ์ ก็ไปยกอีกยี่ห้อมาเทียบ พอยกเรื่องความแข็งแรงทนทาน ก็ไปเอาอีกยี่ห้อมาเทียบ กลายเป็นว่า MacBook รุ่นเดียว ต้องกรำศึกทุกทิศรอบด้านกับ Notebook ในฝันที่รวมเอาข้อดีของทุกยี่ห้อมาเปรียบเทียบกันเลยทีเดียว ก็ขำๆ ดีครับเรื่องทำนองนี้เจอบ่อย

อันที่จริงผมเองไม่ค่อยชอบจะเปรียบเทียบ พวก Spec คอมพิวเตอร์ทำนองนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเปรียบเทียบดังกล่าวนะครับ สมัยเรียนอยู่ ยุคที่ยังไปเดินห้างไอทีชื่อดัง แล้วเลือกส่วนประกอบนั้น ส่วนประกอบนี้มาประกอบ PC เอง ก็มีมุมมองทำนองนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ผ่านไปหลายปี ประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์มาหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ทำให้ต้องนำเอาปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาเพิ่มเติมด้วย มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ ด้วย Spec ต่อ Spec เพียงลำพัง โดยเฉพาะเรื่อง Product Design อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมว่าเซียนคอมพิวเตอร์บ้านเราหลายท่าน มักจะมองข้ามกันไป อาจจะเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่ผู้ที่สนใจทางด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะสนใจทางด้านเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์เป็นหลัก มีความรู้เพียงด้านนี้เป็นหลัก ขาดความเข้าใจ และมุมมองในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ จึงเกิดเป็นมุมมองตื้นๆ ที่มองกันเพียงแค่ว่า MacBook รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ ของ Apple มีแค่ความสวยงาม เพียงอย่างเดียว

ไม่ใช่แค่ Design
มีหลายคนที่มอง MacBook (แน่นอนรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นของ Apple ด้วย) ว่ามีดีที่สวยอย่างเดียว ความสวยดังกล่าวแลกมาด้วยราคาที่สูง มองด้วยทัศนคติเหมือนว่าเป็นสินค้าแฟชั่น ซึ่งก็ปฎิเสธไม่ได้เลยครับว่าเรื่อง Design นั้นโดยมาตรฐานมุมมองของคนโดยทั่วๆแทบจะทั้งหมด ต่างก็ยอมรับกันเป็นเสียงเดียวว่ามันสวยจริงๆ แต่ที่มาพร้อมกับความสวยต่างๆ กลับแฝงไปด้วยความหมายอย่างที่มีหลายคนไม่เข้าใจ อย่างเช่นการปรับมาใช้ขอบสีดำในเครื่อง Mac รุ่นใหม่ๆ ก็ช่วยทำให้ความรู้สึกว่าพื้นที่ในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่การออกแบบที่ทำให้ไม่มีขอบรอยต่อระหว่างพื้นที่แสดงผล กับขอบรอบข้าง ก็ช่วยลดความรู้สึกรบกวนสายตาขณะใช้งานได้อีกด้วย ในขณะที่การพยายามนำเทคโนโลยีการผลิตโครงภายนอกของเครื่อง แบบใหม่ที่เรียกว่า Unibody ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเครื่องสวยงาม และดูดีมากเท่านั้น แต่ยังทำให้ได้มาซึ่งความแข็งแรงอย่างมากเพิ่มมาอีกด้วย

แม้แต่การเปิดปิดฝาที่มีการออกแบบมาให้ไม่มีการใช้งานสลัก แต่เป็นการใช้แม่เหล็กเป็นตัวดูด ทำให้การปิดเปิดฝาเครื่องทำได้สะดวกรวดเร็ว และไม่มีปัญหาเรื่องการติดขัดของกลไกการล็อคในระยะยาวหรืออย่างแป้นพิมพ์ที่ถูกออกแบบมาให้บางและเบา ในขณะเดียวกันก็มีการนำเอา ตัวตรวจจับแสงมาใช้เพื่อทำให้แป้นพิมพ์เรืองแสงขึ้นมาอัตโนมัติ เวลาที่เราไปใช้งานในที่มืด ทำให้เราสามารถมองเห็นแป้นพิมพ์ได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่เรื่องตำแหน่งการถ่วงน้ำหนักในตัวเครื่อง ถ้าใครเคยใช้จะรู้สึกเลยว่า มันมีความมั่นคงในการวางใช้งานในลักษณะต่างๆได้ดีมาก ไม่เบาจนทำให้เครื่องลอยขึ้นเรื่อยๆให้รู้สึกรำคาญ จุดที่น้ำหนักถ่วงลงจะมีความสมดุลย์เหมาะกับการใช้งานจริงๆ

Adapter สำหรับเสียบชาร์จไฟของ MacBook เป็นอีกเรื่องนึงที่ได้รับคำชื่นชมจากหลายๆคน กันมานาน ตัวสายชาร์จมีหัวต่อที่เรียกว่า MagSafe ที่สามารถหลุดออกจากตัวเครื่องได้ทันที หากเราเผลอไปโดน ไปเหยียบ ไปดึง ตรงตัวสายไฟเข้า ทำให้ตัวเครื่องไม่หล่นโครมตามลงมาด้วย เรื่องนี้ใครไม่เจอเข้ากับตัวไม่รู้หรอกครับ คำว่าน้ำตาตกเป็นยังไง เสียบๆชาร์จอยู่ อยู่ดีๆพวกเดินมาจากไหนไม่รู้ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ชนสายเรา ลำพังสายไม่เท่าไหร่ แต่มันลากเอาเครื่อง Notebook เราหล่นพื้นด้วยนี่สิครับ ต่อให้ยังใช้งานอยู่ สภาพไม่บุบสลายอะไรมาก แต่ใครจะไปรู้ว่าข้างในมันเกิดอะไรขึ้นแล้วบ้าง แก้วที่มันร้าวซักวันก็คงจะแตก ยังไงอย่างงั้น หัวต่อ MagSafe ขึ้นชื่อมากในการป้องการเหตุร้ายทำนองนี้ ผมเองเคยเจอมากับตัวแล้วอย่างน้อยสามครั้ง ยอมรับเลยว่าในส่วนนี้เขาออกแบบมาได้ดีจริงๆ

หรืออย่าง Track pad ของ MacBook ก็แตกต่างกับ Track pad ของ Notebook ยี่ห้ออื่นๆ มีการออกแบบให้ไม่มีปุ่ม เพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้งาน ทำให้การเคลื่อนนิ้วไปมาสำหรับทำงานทำได้สะดวกขึ้น แล้วออกแบบให้ทั้งแป้นสามารถกดเพื่อใช้งานสำหรับการคลิกได้ด้วย เท่านั้นไม่พอ หลายคนอาจจะเคยเจอกับความเชื่อเก่าๆที่ว่าเม้าส์ Mac มีปุ่มเดียว นั่นเก่าไปแล้วครับ หลายปีมาแล้วที่เม้าส์ของ Mac มีปุ่มสารพัดปุ่มให้กด สำหรับ Track pad ใหม่นี้แม้จะไม่มีหน้าตาของปุ่มให้เห็น แต่สามารถกำหนดใช้งานได้ทั้งคลิกซ้ายและคลิกขวาได้ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในแต่ละส่วนรายละเอียดนั้นผ่านกระบวนการคิดและออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหา ที่มักจะพบในการอยู่บ่อยๆ อย่างประณีตลงรายละเอียด

น่าเสียดาย ที่ทัศนคติการมองคุณค่าอะไรสักอย่างของหลายคนในบ้านเรา มองกันแค่ผิวเผินอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของการออกแบบผลิตภัณฑ์ในแง่อื่นๆ เห็นว่ามันเรียบสวย ก็คิดว่ามีดีแค่นั้น พาลคิดไปอีกว่าคนที่ใช้ MacBook มองแค่ภายนอก ผมกลับคิดว่าคนที่เลือกใช้ MacBook หลายๆคน ที่เข้าใจถึงรายละเอียดในจุดต่างๆ เหล่านั้นเสียอีก เป็นคนละเอียดและให้น้ำหนักในการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์มากไปกว่ามองแต่ตัวเลข Spec เพียงอย่างเดียว

คุณภาพที่ต่างกัน
ไม่เพียงแต่เรื่อง การออกแบบข้างต้น ในเรื่องของคุณภาพของลงรายละเอียดแล้วก็มีหลายอย่างที่แตกต่างกัน อย่างเช่นเรื่องของการแสดงผล หน้าจอขนาด 13.3” เหมือนกันแต่ว่า MacBook ใช้เทคโนโลยี back-lit ซึ่งทำให้มีความสว่างในการแสดงผลดีขึ้นสว่างพร้อมทำงานทันทีที่เริ่มใช้งาน ไม่ต้องมีระยะเวลาการวอร์มอัพ ในขณะเดียวกันก็ใช้พื้นที่น้อยว่าหลอดแบบอื่น ขณะเดียวกันความโดดเด่นในเรื่องของการแสดงสีที่คมชัด ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่หลายคนให้การยอมรับกันมาโดยตลอด

ส่วน Trackpad ไม่เพียงการออกแบบจะทำให้ได้พื้นที่การใช้งานมากขึ้นดังที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น แต่ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง Multi-touch มาให้ใช้งานได้ด้วย ณ ปัจจุบันมีการใช้งานได้ในบางส่วนของระบบ เฉพาะในส่วนที่ Apple พัฒนาเท่านั้น เช่น Safari หรือ iPhoto แต่ในอนาคตเชื่อได้ว่าแทบจะทุกโปรแกรมใน Mac OS X จะมีการนำเอา Multi-touch เข้ามาใช้งานเพิ่มเติม

ระบบที่เข้ากันได้อีกสิ่งนึงที่ไม่ควรมองข้าม แต่ก็มักจะถูกมองไม่เห็นโดยเฉพาะจากผู้ใช้ PC ก็คือตัวระบบปฎิบัติการ Mac OS X ด้วยความที่ทั้งตัวระบบเอง ไดร์ฟเวอร์ของอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงฮาร์ดแวร์ของ Apple ออกแบบ และพัฒนาขึ้นโดย Apple เองทำให้สามารถควบคุมการทำงานในส่วนต่างๆ ในปลีกย่อยได้ดีกว่าระบบปฎิบัติการที่ออกแบบมาให้รองรับกับฮาร์ดแวร์สารพันมาตรฐานอย่าง Windows

การ์ดแสดงผลกราฟฟิก ในเครื่องถูกนำมาใช้อำนวยประโยชน์ ในการใช้งานทั่วๆไป อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกเลยว่า ณ ตอนนั้นเองเขาใช้การทำงานจากการ์ดแสดงผลกราฟฟิกในเครื่องแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่มี Spec แรงๆมาไว้สำหรับเล่นเกมส์เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้งานในการใช้งานระบบโดยทั่วๆไปอีกด้วย จะเห็นได้ว่า Mac OS X เป็นระบบปฎิบัติการที่มีการใช้ Effect ต่างๆ ในหลายๆจุด โดยที่ไม่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันแปลกแยก ไม่ใช่เพียงการมีฟีเจอร์ต่างๆไว้โชว์เพื่อนเวลามาดูเครื่องเราเท่านั้น แต่นำมาประยุกต์ในการใช้งานจริงๆได้เป็นอย่างลงตัวพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป

ก่อนจากความตั้งใจของเรื่องที่พิมพ์ในวันนี้ อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นนะครับ ไม่ได้ต้องการฟันธงว่าอันไหนดีกว่ากันระหว่าง PC Notebook ทั่วๆไปกับ MacBook เพราะเชื่อว่าหลายคนคงมีปัจจัยที่แตกต่างกันในการพิจารณาว่าอะไรดี อะไรเหมาะกับตนเอง อย่างไรก็ตามผมก็มีความต้องการอยากจะชี้ให้หลายๆท่าน มองเห็นในมุมอื่นที่มันนอกเหนือจากการนำเอา Spec มาเปิดเทียบกัน เหมือนอย่างที่เคยเป็นๆกันมาหลายปีดีดัก มันอาจจะเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นอะไรได้ง่ายที่สุด แต่ผมว่ามันเป็นการเปรียบเทียบที่แคบและตื้นไปอยู่สักหน่อย

อย่าลืมนะครับว่าการใช้งานจริงๆ ที่เราต้องอยู่กับมันนานๆ ใช้มันนานๆ ไม่ใช่แค่ว่ามาเทียบ CPU , RAM , การ์ดจอ แล้วจบ สิ่งเหล่านั้นวันที่เราซื้ออาจจะแรง แต่ในไม่ช้าเชื่อได้เลยว่าเพียงแค่สัก 6-9 เดือนจะมีอะไรที่มันแรงกว่าออกมาอีก ประสิทธิภาพของการใช้งาน ไม่เพียงแต่จะพิจารณากันจากตัวเลขความถี่สัญญาณนาฬิกาที่ Hardware แต่ละส่วนใช้เท่านั้น ควรพิจารณาถึงการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อการทำงานจากส่วนของ OS และ Application ด้วย ในส่วนของ OS และ Application ต่างๆนั้นในครั้งต่อๆไป คงได้มีการนำมากล่าวถึงรายละเอียดในโอกาสหน้า

นอกจากนั้นข้อแตกต่างในเรื่องขององค์ประกอบอื่นๆ ที่ทางผู้สร้างเขาตั้งใจออกแบบมาเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน ในชีวิตการทำงาน หรือชีวิตประจำวัน เอาเข้าจริงๆหลายๆอย่าง มีคุณค่าที่เกิดประโยชน์กับการใช้งาน Laptop ของเราจริงๆ มากไปกว่า Spec CPU หรือรุ่นการ์ดจออีกนะครับ น่าเสียดายที่หลายคนมองไม่เห็นในสิ่งนี้ ตัวผมเองนั้นจะว่าบ้ายี่ห้อก็ไม่เชิงนะครับ ผมมั่นใจว่าผมไม่ได้บ้ายี่ห้อเพียงอย่างเดียวแน่ๆ ถ้ายี่ห้อนั้นๆ ไม่ดีจริง ก็ไม่เห็นว่าน่าจะมีเหตุอะไรต้องไป crazy อะไรกับมันมาก แต่อะไรที่ของเขาดีจริงๆ ในแต่ละส่วนที่เป็นรายละเอียด ผมให้มูลค่าประกอบในการตัดสินใจอยู่เสมอๆ

แต่ก่อนเคยเจอบ่อยครับ สมัยเรียนเคยสงสัยว่าเขาซื้อกันทำไมพวกของแพงๆ ตอนเริ่มเล่นเวทใหม่ๆ เจอถุงมือยกน้ำหนักยี่ห้อนึงราคา 1,200 บาท ก็สงสัยว่าทำไมแพงจังที่ขายตามไฮเปอร์มาร์ท ไม่กี่ร้อยก็เยอะแยะ มันต่างกันยังไง จนกระทั่งซื้อมาใช้ดูนั่นแหละครับ ถึงได้รู้เลยว่ามันแตกต่างกันจริงๆ ที่ขายกันทั่วๆไปนั่นไม่มีการเซฟข้อมือเลย เทียบกันไม่ได้เลยกับ 1,200 บาท แถมยังทนทานกว่ากันอีกเยอะ ใช้งานได้ระยะยาวกว่า ผมใช้ถุงมือคู่ละ 1,200 ประมาณปีละคู่ จากที่เคยใช้คู่ละ 300 ปี แต่พักเดียวก็เปื่อยและขาดในที่สุด ตอนนั้นจำได้ว่าใช้ปีละสัก 3 คู่เห็นจะได้ เทียบกันแล้วต่างกันจริงๆต่อปีไม่เท่าไหร่ แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นต่างกันเยอะ ช่วยไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อมือได้ อันนี้เป็นต้นทุนที่เรามักจะมองกันไม่เห็น แต่มันกลับเป็นต้นทุนสำคัญของเราที่เอาอะไรมาแลก มาซื้อ กันด้วยเงินตราไม่ได้

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นเผลอเป็นไม่ได้ออกนอกเรื่องประจำ ทิ้งท้ายไว้อีกนิดนะครับ สำหรับท่านที่วางงบสำหรับ Laptop ไว้ประมาณไม่เกิน 20,000 แน่นอนครับ ว่าผมคงไม่ถึงกับไปจูงใจท่านว่า MacBook คือคำตอบของท่านแน่ๆ แต่ถ้ามีงบเพิ่มอีกสักหน่อยตั้งใจจะซื้อในช่วง 37,000+ ถ้าไงลองพิจารณา MacBook เป็นคำตอบอีกคำตอบนึงไว้ในใจก็ดีนะครับ ปัจจุบันปัญหาที่ว่าใช้ Mac OS X แล้วไม่คุ้น หรือว่าโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ไม่มีใน Mac OS X ก็แก้ไขได้ด้วยการติดตั้ง Windows ผ่าน Boot Camp หรือผ่านโปรแกรม Virtual Machine อย่าง VMWare Fusion หรือ Parallels แล้ว ยังไงก็ลองดูนะครับ อยากฝากไว้ก็ในเรื่องการพิจารณาความคุ้มค่า ในแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลาย มากไปกว่าการเอา Spec มาเทียบกันเพียงอย่างเดียว ของบางอย่างถ้าได้สัมผัส ได้ลองใช้งานดูสักพักนึงจะรู้สึกได้จริงๆ ว่ามันแตกต่าง และดีกว่ายังไง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ลองไปทดลองใช้งานตามร้าน iStudio ดูก่อนก็ได้ครับ

Credit : notebookspec.com/2008/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=1527&page=1

Internet Speed Test

Free Speed Test

ผู้ติดตาม